เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ได้มีการจัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “EV Battery Technology: Trends and Future Outlook”ภายใต้ E-Mobility Webinar Series ของ E-Mobility Support and Investment Platform for Asia and the Pacific โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่เทคโนโลยีที่ใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วอย่าง LFP ไปจนถึง Sodium-ion, Solid-State Battery, Lithium-Sulfur รวมถึงประเด็นด้านการผลิต มาตรฐาน ความปลอดภัย Circular Economy และ End-of-Life Management
สิ่งที่น่าสนใจจากการสัมมนาครั้งนี้คือ การอภิปรายไม่ได้พยายามตอบคำถามว่า “แบตเตอรี่ชนิดใดจะเป็นผู้ชนะ” แต่กลับสะท้อนภาพว่าอนาคตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายชนิดที่ถูกเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละ application เมื่อเทคโนโลยีมีความหลากหลายมากขึ้น สิ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกันจึงไม่ใช่เพียงตัวเซลล์แบตเตอรี่ แต่รวมถึง Engineering Capability, Manufacturing, Standards, Safety, Workforce, Circularity และ End-of-Life Governance จากการบรรยายและการอภิปราย สามารถสรุปเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้ดังนี้
1. Technology Diversification — ไม่ใช่การหา Chemistry เดียวมาแทนทุกเทคโนโลยี
Dr. Parveen Kumar จาก WRI India เสนอกรอบคิดสำคัญว่า emerging battery chemistries ไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเพื่อเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมทั้งหมด แต่ควรพิจารณาว่าแต่ละ chemistry เหมาะสมกับ application ใด และสามารถช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีหรือ supply chain เพียงรูปแบบเดียวได้อย่างไร LFP ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีความพร้อมสูงในเชิงพาณิชย์ โดยมีจุดแข็งด้านต้นทุน อายุการใช้งาน และความปลอดภัย ขณะที่เทคโนโลยีอื่น เช่น LTO, NMC, NCA, LMFP, Sodium-ion, Solid-State, Lithium-Metal และ Lithium-Sulfur ต่างมีจุดเด่น ข้อจำกัด และระดับความพร้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการประเมินแบตเตอรี่แห่งอนาคตจึงไม่ควรดูเพียง Energy Density แต่ควรพิจารณาหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้ง Energy Density, Power Capability, Cycle Life, Safety, Cost, Resource Availability และ Manufacturability สำหรับระบบกักเก็บพลังงานหรือ BESS เงื่อนไขการใช้งานยิ่งแตกต่างจาก EV เนื่องจากน้ำหนักไม่ใช่ข้อจำกัดหลัก จึงเปิดพื้นที่ให้ chemistry และเทคโนโลยีอื่น เช่น Sodium-ion และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
Key Takeaway: อนาคตของแบตเตอรี่ไม่ใช่ Winner Takes All แต่คือการเลือก Chemistry ให้เหมาะกับ Application
2. Sodium-ion กำลังเข้าใกล้ตลาด ขณะที่ Solid-State ยังต้องเดินต่อในเส้นทางการพัฒนา
ในช่วงถาม–ตอบ Dr. Juho Heiska จาก Seinäjoki University of Applied Sciences ประเทศฟินแลนด์ ให้มุมมองเกี่ยวกับ Commercial Readiness ว่า Sodium-ion เริ่มเข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น และโจทย์สำคัญกำลังเคลื่อนไปสู่เรื่อง economics และการทำให้ต้นทุนแข่งขันได้ ขณะที่ Solid-State Battery ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาและพิสูจน์ความพร้อมอีกพอสมควร มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ Technology Readiness ที่ Parveen Kumar นำเสนอ โดย Sodium-ion ควรเดินหน้าผ่าน Pilot Projects และ Targeted Deployment เพื่อสร้างข้อมูลการใช้งานจริงและความเชื่อมั่น ขณะที่ Solid-State ยังต้องขยับจาก Lab Scale ไปสู่ Pilot Demonstration ส่วน Lithium-Metal และ Lithium-Sulfur ยังต้องการ mission-oriented research เพื่อแก้โจทย์พื้นฐานหลายประการ อสังเกตที่สำคัญอีกประการคือ ความรู้และกระบวนการผลิตบางส่วนจาก LFP อาจสามารถต่อยอดไปยัง Sodium-ion ได้ จึงไม่จำเป็นต้องมองว่าเทคโนโลยีทั้งสองจะต้องแข่งขันกันแบบแทนที่กันทั้งหมด
Key Takeaway: Sodium-ion มีโอกาสเข้าสู่ตลาดในระยะใกล้กว่า ขณะที่ Solid-State และ Lithium-Sulfur ยังเป็นเกมระยะกลางถึงยาว
3. โอกาสของ ASEAN อยู่ที่การสร้าง “Local Engineering Capability”
Dr. Pimpa Limthongkul นายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA), National Energy Technology Center (ENTEC) ชี้ให้เห็นว่า ASEAN มีฐานทรัพยากร ความต้องการใช้งาน และความสามารถด้านการผลิตอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไม่จำเป็นต้องรอให้ภูมิภาคเป็นเจ้าของ battery chemistry ใหม่ทั้งหมด โอกาสสำคัญสามารถเกิดขึ้นได้ในส่วนที่ ASEAN มีศักยภาพพัฒนาได้ทันที เช่น Pack Engineering — การออกแบบแพ็กให้เหมาะกับภูมิอากาศ Duty Cycle และรูปแบบการใช้งานในภูมิภาค BMS & Electronics — Sensors, Embedded Software และ Power Electronics Testing & Safety — Validation, Diagnostics และมาตรฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด Smart Manufacturing — Inspection, Process Control และ Quality Data Circularity — Battery Passport, Sorting, Repair และ End-of-Life Systems ในด้านความปลอดภัย ดร.พิมพา ยังให้มุมมองว่า หลักการของ safety management, electronics และ sensing ที่พัฒนาสำหรับ lithium-ion สามารถเป็นฐานในการปรับใช้กับ chemistry รุ่นใหม่ได้ โดยต้องปรับรายละเอียดให้เหมาะกับคุณสมบัติและความเสี่ยงของแต่ละระบบ
Key Takeaway: ASEAN ไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าจากการผลิต Cell เพียงอย่างเดียว แต่สามารถแข่งขันผ่าน Local Capabilities ตลอดทั้ง Battery Value Chain
4. Battery Innovation ต้องเดินคู่กับ “Ecosystem Readiness”
Dr. Nattaphorn Buayam นักวิชาการจาก TDRI ขยายมุมมองจากตัวเทคโนโลยีไปสู่คำถามสำคัญว่า เมื่อมี battery chemistry หลากหลายชนิดเข้าสู่ตลาด ประเทศมีระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พร้อมเพียงใด ความพร้อมดังกล่าวไม่ได้หมายถึง Product Standard เท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมทั้งมาตรฐานด้านบุคลากร โลจิสติกส์ การจัดเก็บ ความปลอดภัย ตลอดจนการปรับกฎระเบียบให้ทันกับ battery chemistry รูปแบบใหม่ ในช่วงท้ายของการอภิปราย ดร.ณัฐภรณ์ ยังตั้งคำถามไปถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมเดิม บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยกู้ภัยและดับเพลิง ระบบ Market Surveillance รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับแบตเตอรี่เมื่อเข้าสู่ End-of-Life ประเด็นนี้ได้รับการตอกย้ำโดย Annika Seiler ผู้ดำเนินรายการจาก ADB ซึ่งสรุปในช่วงปิดว่า การเตรียมระบบหรือ preparedness จำเป็นต้องเดินไปพร้อมกับงานวิจัยและนวัตกรรมที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
Key Takeaway: ประเทศที่พร้อมสำหรับแบตเตอรี่ยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงประเทศที่มีเทคโนโลยี แต่ต้องมี Standards, Workforce, Safety และ Governance พร้อมไปด้วย
5. End-of-Life Battery — จากภาระด้านสิ่งแวดล้อม สู่แหล่งทรัพยากรใหม่ของประเทศไทย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญต่อประเทศไทยคือปริมาณแบตเตอรี่จาก xEV ที่กำลังทยอยเข้าสู่ช่วงสิ้นอายุการใช้งาน จากแบบจำลองที่นำเสนอในเวที ความจุแบตเตอรี่ xEV ที่เข้าสู่ End-of-Life รายปีของประเทศไทยถูกประเมินว่าจะเพิ่มจากประมาณ 1.4 GWh ในปี 2030 เป็น 8.1 GWh ในปี 2033 และ 9.8 GWh ในปี 2038 ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนเป็นปัญหาด้านของเสีย แต่ ดร.ณัฐภรณ์ เสนอว่าหากประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม แบตเตอรี่ End-of-Life สามารถเปลี่ยนจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ แบตเตอรี่ที่ยังมีศักยภาพอาจถูกนำไปใช้งานใน Second-Life Applications ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Recycling ขณะที่วัสดุภายในแบตเตอรี่สามารถถูกนำกลับมาใช้ใหม่ภายใต้แนวคิด Urban Mining ซึ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่จำนวนมากยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ในมุมมองของ ดร.ณัฐภรณ์ นวัตกรรมด้านแบตเตอรี่จึงต้องมีระบบรองรับตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ Industry Adaptation, Supply Security, Standards และ Emergency Readiness ไปจนถึง Circular Economy และ End-of-Life Management
Key Takeaway: End-of-Life Battery ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงของเสีย แต่เป็น Strategic Resource สำหรับ Second-Life, Recycling และ Urban Mining
จาก “Battery Chemistry” สู่ “Battery Ecosystem”
เมื่อมองทั้ง 5 ประเด็นร่วมกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคืออนาคตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยคำถามว่า “Sodium-ion, Solid-State หรือ Lithium-Sulfur ใครจะชนะ?” แต่จะเปลี่ยนเป็นคำถามว่า “เทคโนโลยีใดเหมาะกับ Application ใด และระบบนิเวศของเราพร้อมรองรับเทคโนโลยีนั้นหรือไม่?”
โลกแบตเตอรี่ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเป็นโลกของ Technology Diversification ซึ่ง LFP, Sodium-ion, Solid-State, Lithium-Sulfur รวมถึงเทคโนโลยีอื่นจะมีพื้นที่ของตนเองตามเงื่อนไขด้านสมรรถนะ ต้นทุน ทรัพยากร ความปลอดภัย และรูปแบบการใช้งาน ขณะเดียวกัน ประเทศและภูมิภาคต้องพัฒนาขีดความสามารถในด้านอื่นให้ทัน ไม่ว่าจะเป็น Pack Engineering → BMS → Testing → Smart Manufacturing → Standards → Workforce → Second-Life → Recycling → End-of-Life Governance
สำหรับประเทศไทยและอาเซียน นี่อาจเป็นโอกาสที่สำคัญไม่แพ้การเป็นเจ้าของ cell chemistry เพราะความสามารถในการ ออกแบบ ผลิต ทดสอบ ใช้งาน วินิจฉัย ซ่อมบำรุง ใช้ซ้ำ และจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยุคต่อไป สารสำคัญจากเวทีนี้จึงอาจสรุปได้ว่า Battery Innovation ต้องเดินคู่กับ Ecosystem Readiness
(Technology Diversification + Local Capabilities + Standards + Circularity) การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการติดตามว่า chemistry ใหม่ชนิดใดกำลังมา แต่คือการสร้างระบบให้พร้อมรับความหลากหลายของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
Credit / Acknowledgement
บทความนี้เรียบเรียงจากการเข้าร่วมรับฟัง Webinar
“EV Battery Technology: Trends and Future Outlook”
ภายใต้ E-Mobility Webinar Series – E-Mobility Support and Investment Platform for Asia and the Pacific
ขอขอบคุณผู้จัดงาน ผู้ดำเนินรายการ และวิทยากรทุกท่านสำหรับองค์ความรู้และมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานในภูมิภาค