ABTC 2026 Insight Series 04/05: อย่า Scale โรงงาน “ก่อน Scale ตลาด” โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่อาเซียน

สำหรับ ABTC Insight Series ในตอนที่ 4 นี้ ทางสมาคม TESTA จะมาแชร์องค์ความรู้ให้ได้อ่านกันต่อกับหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจในงาน 4th ASEAN Battery Technology Conference หรือ ABTC 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 ที่เมืองเซปัง ประเทศมาเลเซีย ในสามตอนที่ผ่านมา เราได้พูดถึงเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับวัสดุไปจนถึงสายการผลิตกันแล้ว มาตอนนี้เราจะขยับขึ้นมามองภาพใหญ่ระดับภูมิภาค กับเวที Panel Discussion ใน 4 ประเด็น ภายใต้หัวข้อ “Attaining Economies of Scale for ASEAN: What Are the Challenges and Opportunities?” พร้อมกับร่วมพูดคุยกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 6 ท่าน ซึ่งระหว่างการแลกเปลี่ยนความรู้ดังกล่าว ก็ชวนตั้งคำถามว่า อาเซียนจะสร้างความคุ้มค่าจากการผลิตและใช้งานแบตเตอรี่ในระดับใหญ่ได้อย่างไร

เวทีนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นงลักษณ์ มีทอง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเลขานุการสมาคม TESTA เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมผู้ร่วมเสวนาจากหลายประเทศในอาเซียน ได้แก่ Mr. Muhamad bin Aman ประธาน ElektroModula Sdn Bhd จากมาเลเซีย, Mr. Philip Lee รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Green Tenaga จากสิงคโปร์, Mr. Tay Wei Jie ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจแบตเตอรี่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Siemens Pte Ltd จากสิงคโปร์, Mr. Ping Mendoza ประธาน Philippine Solar & Storage Energy Alliance (PSSEA) จากฟิลิปปินส์ และ Mr. Reynaldi Istanto ผู้อำนวยการ National Battery Research Institute (NBRI) จากอินโดนีเซีย

📌 ประเด็นแรกที่ทั้งเวทีเห็นตรงกันคือ อุปสรรคของอาเซียนไม่ได้อยู่ที่ “ทำแบตเตอรี่ไม่เป็น” แต่อยู่ที่ “ตลาดยังไม่ใหญ่และไม่แน่นอนพอ” แบตเตอรี่เป็นสินค้าที่อยู่ได้ด้วยยอดขายของผลิตภัณฑ์ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถโดยสาร รถบรรทุก ระบบกักเก็บพลังงาน หรือระบบโซลาร์เซลล์ นักลงทุนจึงอยากเห็นความต้องการที่จับต้องได้ ทั้งงบประมาณที่ผ่านการอนุมัติ กรอบเวลาที่ชัดเจน และคำสั่งซื้อจริง ไม่ใช่แค่ความสนใจหรือการสอบถามข้อมูล นอกจากนี้ ตลาดอาเซียนยังกระจัดกระจาย แต่ละประเทศมีค่าไฟ กฎระเบียบ มาตรการส่งเสริม ระบบศุลกากร โลจิสติกส์ และมาตรฐานทางเทคนิคที่ต่างกัน ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือฟิลิปปินส์ ซึ่งมีลักษณะพื้นที่เป็นเกาะมากกว่า 7,000 เกาะ พื้นที่นอกเมืองหลายแห่งต้องใช้ไฟจากเครื่องปั่นไฟดีเซลที่มีต้นทุนสูงมาก ลักษณะพื้นที่จึงเหมาะกับการใช้โซลาร์เซลล์ควบคู่ระบบกักเก็บพลังงานเป็นอย่างยิ่ง แต่ยังติดปัญหาที่ต้นทุนการขนส่ง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานก็สูงตามไปด้วย

📌 อีกเรื่องที่น่าคิดคือ อาเซียนไม่ได้ขาดกำลังการผลิตแบตเตอรี่ ในประเทศอินโดนีเซียมีโรงงานเซลล์แบตเตอรี่ระดับกิกะแฟกทอรีแล้ว โดยในเวทีระบุกำลังการผลิตรวมราว 20 GWh ต่อปี ซึ่งตามสมมติฐานของผู้ร่วมเสวนาเทียบได้กับแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราว 600,000 คันต่อปี แต่ปัญหาคือตลาดยังรับสินค้าได้ไม่เต็มกำลัง ถ้าทุกประเทศในอาเซียนต่างสร้างโรงงานผลิตของตัวเองพร้อมกัน ก็จะเกิดกำลังการผลิตล้น เกิดการแข่งขันกันเองในตลาดเดียวกัน ใช้เงินลงทุนไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงเพราะโรงงานเดินเครื่องไม่เต็มที่ นี่คือที่มาของข้อความสำคัญของเวทีนี้ว่า “อย่าเร่งขยายโรงงาน ก่อนจะขยายตลาด”

📌 ความท้าทายยังไม่หมดแค่นั้น ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกในปัจจุบันมีซัพพลายเออร์ทั้งเซลล์ โมดูล และ BMS ที่ผ่านการรับรองไว้แล้ว การจะเปลี่ยนมาใช้ผู้ผลิตรายใหม่ในอาเซียนจึงไม่ง่าย เพราะเกี่ยวพันทั้งการรับรองคุณภาพ ความปลอดภัย การรับประกัน ทรัพย์สินทางปัญญา และการออกแบบแพลตฟอร์มรถ ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนมีจุดแข็งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยจำนวนมากที่มีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างต้นแบบแบตเตอรี่ได้แล้ว ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้หรือพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี “ทำได้” แต่คือการเชื่อมศักยภาพด้านงานวิจัยเหล่านั้นไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ต้นทุนแข่งขันได้ และตอบโจทย์ตลาดจริง อีกทั้งขั้นตอนจากการ “ทำต้นแบบได้” ไปจนถึง “ผลิตแล้วมีกำไร” ยังมีช่องว่างอีกมาก ทั้งอัตราผลผลิตที่ผ่านเกณฑ์ (yield) ความสม่ำเสมอของสินค้า ต้นทุนต่อหน่วย ระบบอัตโนมัติ และการจัดหาวัตถุดิบ ถ้า yield ต่ำ ต่อให้มีตลาดรออยู่ สินค้าก็อาจไม่ได้รับการยอมรับ และที่ซ้ำเติมเข้าไปอีกคือต้นทุนทางการเงินในหลายประเทศอาเซียนสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้โครงการที่เทคโนโลยีดีอาจแข่งขันทางการเงินไม่ได้ ผู้ร่วมเสวนายังตั้งข้อสังเกตว่า อาเซียนยังไม่ได้เลือกให้ชัดว่าจะเดินแนวทางกลไกตลาดแบบสหรัฐฯ หรือการวางแผนและสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบแบบจีน

📌 แล้วโอกาสของอาเซียนอยู่ตรงไหน? เวทีชี้ว่าตลาดที่สร้างขนาดได้จริงในตอนนี้คือ โซลาร์ควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + BESS) ซึ่งจะโตตามสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น อย่างฟิลิปปินส์ที่มีแผนติดตั้งโซลาร์จำนวนมากในอีก 5–7 ปี และเริ่มมีโครงการใหญ่ที่จับคู่โซลาร์กับระบบกักเก็บพลังงานแล้ว สำหรับในระดับโรงงานและอาคารพาณิชย์ระบบนี้จะให้ประโยชน์หลายต่อพร้อมกัน ทั้งลดค่าไฟช่วงพีก ลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด เก็บไฟกลางวันไว้ใช้กลางคืน สำรองไฟยามไฟดับ และยังสามารถเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่างๆได้ หากการติดตั้งใช้งานในสเกลโรงงาน และอาคารพาณิชย์สามารถคืนทุนได้ใน 3–5 ปี ในขณะที่สัญญาหรือมาตรการสนับสนุนมีอายุ 10–15 ปี ก็จะน่าลงทุนมาก ส่วนพื้นที่ห่างไกล เหมืองแร่ สวนปาล์ม เกาะ และโรงงานนอกระบบสายส่ง ก็เป็นตลาดที่ BESS คุ้มค่าได้เองโดยไม่ต้องรอเงินอุดหนุน เพราะค่าไฟจากดีเซลเดิมมีราคาสูงมาก ขณะที่ฝั่งยานยนต์ อาเซียนอาจยังไม่ต้องรีบแข่งในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่เริ่มจากรถโดยสาร รถบรรทุก รถบริการสาธารณะ และรถของหน่วยงานรัฐ ซึ่งอ่อนไหวต่อแบรนด์น้อยกว่า และภาครัฐรวบรวมความต้องการผ่านการจัดซื้อได้ง่ายกว่า

📌 คำถามต่อมาคือ อาเซียนควรผลิตอะไรก่อน ข้อเสนอของเวทีคือ ยังไม่ต้องรีบทำทุกอย่างตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงเซลล์ แต่ให้เริ่มจากส่วนที่พร้อมจริงๆ ได้แก่ การออกแบบและประกอบแบตเตอรี่แพ็ก ระบบระบายความร้อน สายไฟแรงดันสูง การบูรณาการระบบ BMS การทดสอบความปลอดภัยและสมรรถนะ การวินิจฉัยและซ่อมบำรุง บริการหลังการขาย การประเมินสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH) ไปจนถึงการใช้งานครั้งที่สอง (second-life) และการจัดการเมื่อหมดอายุ ในส่วนที่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูงอย่างวัสดุขั้วไฟฟ้าและเซลล์ อาจเริ่มด้วยการร่วมมือกับผู้ผลิตระดับโลกก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่การผลิตเซลล์ วัสดุ และระบบควบคุมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของภูมิภาค เมื่อตลาดและบุคลากรพร้อม

📌 ทางฝั่งของภาครัฐเองก็ต้องทำมากกว่าการให้เงินอุดหนุน โดยช่วยสร้างตลาดที่แน่นอน เช่น รวบรวมความต้องการระดับประเทศและภูมิภาค จัดซื้อรถโดยสารหรือรถเชิงพาณิชย์ไฟฟ้า ทำให้มาตรฐานและพิธีศุลกากรสอดคล้องกัน และออกมาตรการที่มีอายุยาวกว่าระยะคืนทุนของโครงการ อินโดนีเซียถูกยกเป็นตัวอย่างของการทยอยเพิ่มข้อกำหนดสัดส่วนการผลิตในประเทศ (local content) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จากราว 40% เป็น 60% ในปี 2027 และ 80% ในปี 2030 แต่เวทีก็ย้ำว่า local content ควรผูกกับการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่นับมูลค่าชิ้นส่วนที่ผลิตได้อยู่แล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือเรื่องข้อมูล ถ้าผู้ผลิตไม่เปิดข้อมูลจาก BMS อย่างประวัติการใช้งาน SOC, SOH อุณหภูมิ จำนวนรอบ และเหตุการณ์ผิดปกติ อาเซียนก็จะพัฒนา Battery Passport การซ่อมบำรุง และการประเมินเพื่อใช้งานครั้งที่สองได้ยาก เงื่อนไขการลงทุนในอนาคตจึงควรครอบคลุมสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การวินิจฉัย และการซ่อมบำรุงด้วย

📌 สุดท้าย ผู้ร่วมเสวนาเสนอให้อาเซียนต้องปรับตัวมากกว่าการดำเนินการแค่แลกเปลี่ยนข้อมูล แล้วหันมาทำโครงการที่ดำเนินการได้จริงร่วมกัน โดยแบ่งบทบาทตามจุดแข็ง ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียมีวัตถุดิบ แคโทด เซลล์ และกำลังการผลิต มาเลเซียแข็งแรงด้าน BMS และชิ้นส่วนยานยนต์ ไทยมีฐานการผลิตยานยนต์ การประกอบแพ็ก และบริการในระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า ฟิลิปปินส์มีตลาดโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงานนอกระบบสายส่ง ส่วนสิงคโปร์มีเงินทุน การบูรณาการระบบ เทคโนโลยี และตลาดรับซื้อพลังงาน ตัวอย่างโครงการที่เป็นไปได้คือ การสร้างระบบโซลาร์และ BESS ในประเทศที่มีพื้นที่และทรัพยากร แล้วส่งพลังงานสะอาดไปยังตลาดที่ต้องการสูงอย่างสิงคโปร์ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ใช้เทคโนโลยีและบุคลากรในภูมิภาค พูดง่าย ๆ คือ หยุดสร้างห่วงโซ่ครบวงจรซ้ำกันทุกประเทศ หยุดสร้างโรงงานโดยไม่มีตลาดรองรับ แล้วเริ่มรวมความต้องการเป็นตลาดภูมิภาค สร้างมาตรฐานและระบบรับรองร่วม พัฒนาบุคลากรที่ใช้ใบรับรองข้ามประเทศได้ และเลือกโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่สักหนึ่งโครงการมาทำด้วยกัน

💡 สรุปภาพรวมจากเวทีนี้คือ อนาคตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่อาเซียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศสร้างอะไรได้เพียงลำพัง แต่ขึ้นอยู่กับว่าอาเซียนเลือกจะขยายอะไรร่วมกัน สูตรที่เวทีเสนอคือ ลงทุนตามความต้องการจริง แบ่งบทบาทเสริมกัน และร่วมมือกันในระดับภูมิภาค สำหรับประเทศไทย โอกาสที่ชัดเจนคือการประกอบและบูรณาการแบตเตอรี่แพ็ก การทดสอบและรับรองความปลอดภัย การวินิจฉัยและซ่อมบำรุง ข้อมูลจาก BMS ไปจนถึงการใช้แบตเตอรี่ครั้งที่สอง ซึ่งต่อยอดได้จากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และบุคลากรด้านบริการที่เรามีอยู่แล้ว

จากเวทีเสวนานี้ ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ทางด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในภูมิภาคอาเซียนที่ควรจะศึกษาโมเดลธุรกิจในรูปแบบการรวมตัวกันทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด และนำแต่ละด้านมารวมกันเป็นธุรกิจการผลิต และประกอบแบตเตอรี่ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคที่จะสามารถแข่งกันกับนานาชาติได้ต่อไป หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นแนวทาง หรือแนวคิดให้ท่านที่สนใจหรือนักลงทุนในการหาธุรกิจใหม่ในยุคปัจจุบัน สำหรับ ABTC Insight ในตอนต่อไปนั้นจะพาไปชมกับเทคโนโลยีอะไร โปรดติดตามได้ในช่องทางของ TESTA

#TESTA #abtc2026 #ASEAN #EconomiesOfScale #BatteryIndustry #BESS #SolarPlusStorage #BatteryPack #SecondLifeBattery #EnergyStorage