ABTC 2026 Insight Series 03/05: จากโรงงานนำร่องสู่เมกะแฟกทอรี เส้นทางการผลิตแบตเตอรี่ของมาเลเซียเพื่ออาเซียน กับ Dr. Rezal Khairi Ahmad

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ ABTC Insight Series ในตอนที่ 3 ที่ทางสมาคม TESTA นำองค์ความรู้จากงาน 4th ASEAN Battery Technology Conference หรือ ABTC 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 ที่เมืองเซปัง ประเทศมาเลเซีย มาแชร์ให้ทุกท่านได้ติดตามกันต่อ ในสองตอนที่ผ่านมาเราได้ฟังมุมมองด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นถัดไปในระดับวัสดุ และเคมีจากห้องวิจัยกันไปแล้ว มาในตอนที่สามนี้เราจะขยับมาที่การผลักดันเทคโนโลยีไปสู่ผลิตกันบ้าง โดยเทคโนโลยีจากห้องแลปจะก้าวไปสู่การผลิตจริงได้อย่างไร กับการบรรยายของ Dr. Rezal Khairi Ahmad ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NanoMalaysia Berhad ประเทศมาเลเซีย ในหัวข้อ “From Pilot to Megafactory: Scaling Battery Manufacturing in Malaysia for ASEAN” ซึ่งเล่าเส้นทางของมาเลเซียตั้งแต่งานวิจัยแบตเตอรี่ระดับห้องทดลอง ไปสู่การผลิตเซลล์เชิงพาณิชย์ และเป้าหมายการขยายเป็นโรงงานขนาดใหญ่สำหรับตลาดอาเซียน

📌 Dr. Rezal เริ่มต้นการบรรยายด้วยการขยายภาพรวมของ NanoMalaysia Berhad ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมาเลเซีย และในปี 2022 ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อพัฒนาโครงการด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน โดยต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านกราฟีนที่สะสมมาตั้งแต่แผนกราฟีนแห่งชาติในปี 2014 โครงการเริ่มต้นจากศูนย์วิจัยขนาดเล็กชื่อ HERBAT (Hydrogen, Electric Vehicle and Battery Centre) ใน Technology Park Malaysia ย่านบูกิตจาลิล จากระดับความพร้อมทางเทคโนโลยีราว TRL 4 (ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีในขั้นการตรวจสอบชิ้นส่วนหรือแบบจำลองในห้องปฏิบัติการ) จนปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลักบางส่วนพัฒนาไปถึงราว TRL 9 หรือพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว

📌 NanoMalaysia มีผลิตภัณฑ์หลักคือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสริมกราฟีน (graphene-enhanced lithium-ion battery) ซึ่งใช้กราฟีนได้ทั้งในขั้วแอโนด ขั้วแคโทด และเป็นสารนำไฟฟ้าในขั้วไฟฟ้า โดยบริษัทมีสิทธิบัตรแพลตฟอร์มอย่างน้อย 2 รายการครอบคลุมทั้งสองขั้ว แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมถึงไม่เปลี่ยน
กราไฟต์ที่ใช้ในระบบทั้งหมดเป็นกราฟีน คำตอบคือ กราฟีนมีราคาสูงมาก จึงไม่คุ้มที่จะใช้แทนทั้งหมด แนวทางที่เลือกคือเติมกราฟีนในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สมดุลระหว่างความหนาแน่นพลังงาน ความเสถียร ความปลอดภัย และต้นทุน ซึ่งเป็นแก่นของการบรรยายนี้ว่า “วัสดุคือรากฐานของสมรรถนะเซลล์” แต่การยกระดับแบตเตอรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุขั้นสูงเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอยู่ที่การใช้ให้ถูกที่ถูกปริมาณด้วย เมื่อพิจารณาในด้านสมรรถนะ วัสดุขั้วไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาขึ้นมีพลังงานจำเพาะราว 490 Wh/kg ในระดับวัสดุ และราว 245 Wh/kg ในระดับเซลล์จริง ซึ่งจะต่ำกว่าเพราะต้องรวมน้ำหนักของตัวคั่น อิเล็กโทรไลต์ ฟอยล์ เปลือกเซลล์ และขั้วต่อ แต่ก็ยังถือว่าแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน และแบตเตอรี่ผ่านหรืออยู่ระหว่างการทดสอบตามมาตรฐาน UN 38.3 และ IEC 62133

📌 ในระยะเริ่มต้นเนื่องจากโรงงานยังมีขนาดเล็ก กลยุทธ์การดำเนินการระยะแรกจึงเริ่มจากตลาดที่ยอมจ่ายราคาพรีเมียมเพื่อแลกกับความหนาแน่นพลังงานสูง ได้แก่ อุปกรณ์พกพา ระบบกักเก็บพลังงานแบบเคลื่อนย้ายได้ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Dr. Rezal ยกตัวอย่างว่าตลาดมาเลเซียมักกำหนดสมรรถนะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ “90–90” คือความเร็วสูงสุดราว 90 กม./ชม. และระยะทางราว 90 กม. ซึ่งแบตเตอรี่เสริมกราฟีนมีเป้าหมายจะยกระดับไปสู่ “150–150” ส่วนผลทดสอบจริงที่ผ่านมา เมื่อนำแบตเตอรี่ไปเปลี่ยนแทนแบตเตอรี่เดิมใน e-scooter พบว่าระยะทางเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของโครงการ ขั้นต่อไปคือพัฒนาแบตเตอรี่ความจุสูงขึ้นสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ก่อนจะขยายไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และไมโครกริดในระยะยาว

📌 ในฝั่งโรงงาน บริษัทท้องถิ่นของมาเลเซียเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ ได้เริ่มสายการผลิตใหม่โดยเริ่มเดินเครื่องในเดือนกรกฎาคม 2569 และอยู่ระหว่างเร่งให้เดินเต็มกำลังภายในสิ้นปี โดยมีกำลังผลิตตั้งต้นอยู่ที่ราว 1 MWh ต่อปี ติดตั้งระบบไปแล้วราว 80% และพื้นที่โรงงานรองรับการขยายได้ถึงราว 3.3 MWh ต่อปี โดยมีโครงการในแผนที่อาจรวมได้ราว 12 MWh ภายในโรงงานมีทั้งพื้นที่ผลิต ห้องวิจัยและพัฒนา พื้นที่ประกอบเซลล์ พื้นที่ทดสอบและปรับสภาพเซลล์ และพื้นที่อบรมบุคลากร อย่างไรก็ตาม Dr. Rezal ได้แสดงความคิดเห็นในช่วงถาม–ตอบว่า คอขวดของการเพิ่มกำลังผลิตตอนนี้คือเครื่องทดสอบและอุปกรณ์สำหรับกระบวนการก่อตัว (formation) เพราะเซลล์ทุกก้อนต้องผ่านการเติมอิเล็กโทรไลต์ พักให้ซึม ชาร์จและคายประจุครั้งแรก จากนั้นก็ทำการบ่มเซลล์ คัดเกรดความจุ และตรวจแรงดัน ความต้านทานภายใน ยิ่งผลิตมากขึ้น จำนวนช่องทดสอบและเวลาที่ใช้ในขั้นตอนเหล่านี้ก็ยิ่งกลายเป็นข้อจำกัด นอกจากนี้ โรงงานยังต้องขยายระบบไฟฟ้าจากราว 150 kW เป็น 1,200 kW ภายในสิ้นปี และยังเปิดรับนักลงทุนเพื่อเพิ่มเครื่องจักร ขยายกำลังผลิต และเตรียมก้าวจากระดับ MWh ไปสู่ GWh

📌 นอกจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแล้ว NanoMalaysia ยังพัฒนาเคมีแบตเตอรี่ทางเลือกหลายชนิดเพื่อลดการพึ่งพาลิเทียม เริ่มจากแบตเตอรี่อะลูมิเนียมไอออน เนื่องจากมาเลเซียมีแร่บอกไซต์ (Bauxite) เป็นวัตถุดิบในประเทศ แบตเตอรี่ประเภทนี้ทั่วไปมีพลังงานจำเพาะราว 50 Wh/kg แต่เมื่อเสริมกราฟีนเข้าไปสามารถเพิ่มเป็นราว 90–100 Wh/kg ซึ่งเหมาะกับระบบกักเก็บพลังงานที่ให้ความสำคัญกับต้นทุน ความปลอดภัย และอายุการใช้งานมากกว่าน้ำหนัก ส่วนแบตเตอรี่โซเดียมไอออน Dr. Rezal มองว่าหากพัฒนาไปถึงราว 200 Wh/kg ก็จะเริ่มเหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เมื่อเทียบกับโซเดียมไอออนในตลาดบางรายที่ราว 170 Wh/kg และ LFP ที่ราว 185–200 Wh/kg โดยโซเดียมไอออนอาจมีต้นทุนต่ำกว่า LFP ราว 30% พร้อมยกตัวอย่างแนวทางของ CATL ที่ใช้เซลล์โซเดียมไอออนร่วมกับเซลล์ลิเทียมในแพ็กเดียวกัน นอกจากนี้ยังศึกษากราฟีนร่วมกับวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (MOF) ซึ่งการพัฒนายังอยู่ราว TRL 5 และแบตเตอรี่แบบไหล (flow battery) ที่ไม่ใช้วาเนเดียม ซึ่งปัจจุบันมีความหนาแน่นพลังงานราว 18 Wh/L เทียบกับราว 30 Wh/L ของระบบวาเนเดียมอ้างอิง ซึ่งแม้จะต่ำกว่าแต่ได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบสำหรับระบบกักเก็บพลังงานประจำที่

📌 อีกแนวคิดที่น่าสนใจมากคือ การทำเหมืองด้วยพืช (Phytomining) โดยพืชบางชนิดที่พบในรัฐซาบาห์บนเกาะบอร์เนียว สามารถดูดซับและสะสมนิกเกิลจากดินไว้ในลำต้น เมื่อเก็บเกี่ยวและเผาชีวมวล ก็สามารถนำนิกเกิลกลับคืนจากเถ้าได้ เป็นอีกทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบแบตเตอรี่ที่อาจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าการทำเหมืองแบบเดิม แม้ยังต้องพิสูจน์เรื่องผลผลิตต่อพื้นที่ พลังงานที่ใช้ ความบริสุทธิ์ และต้นทุนอีกมาก

📌 เมื่อพูดถึงประเด็นแบตเตอรี่โซลิดสเตต Dr. Rezal มองว่าแบตเอตรี่ชนิดนี้มีศักยภาพสูง แต่ยังติดปัญหาเมื่อขยายจากห้องทดลองไปสู่การผลิตจำนวนมาก ทั้งความซับซ้อนของกระบวนการ การควบคุมรอยต่อระหว่างขั้วไฟฟ้ากับอิเล็กโทรไลต์ของแข็ง ความสม่ำเสมอของเซลล์ อัตราผลผลิตที่ผ่านเกณฑ์ เครื่องจักรเฉพาะทาง และต้นทุน คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ผลิตได้หรือไม่” แต่คือ “ผลิตจำนวนมากด้วยต้นทุนที่สู้ LFP และ NMC ได้หรือไม่” ซึ่งในมุมของท่าน ยังไม่พร้อมแข่งขันในตลาดมวลชน จึงควรพัฒนาเคมีทางเลือกอย่างโซเดียมไอออน และอะลูมิเนียมไอออนควบคู่กันไป

📌 ท้ายที่สุด Dr. Rezal ย้ำว่ามาเลเซียไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ทั้งหมดได้เพียงลำพัง ต้องเชื่อมจุดแข็งของอาเซียนเข้าด้วยกัน ทั้งอินโดนีเซียที่มีนิกเกิลและวัสดุ NMC มาเลเซียที่แข็งแรงด้านกราฟีนและการพัฒนาเซลล์ สิงคโปร์ที่มีเทคโนโลยี เงินทุน และงานวิจัย รวมถึงบริษัทในภูมิภาคที่ทำด้านวัสดุ การรีไซเคิล การกู้คืนโลหะ การประกอบแพ็ก และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่ง NanoMalaysia ได้เริ่มความร่วมมือกับหลายฝ่ายแล้ว วิสัยทัศน์ระยะยาวคือการเดินทางจากงานวิจัย สู่โรงงานนำร่อง ระดับเมกะแฟกทอรี และกิกะแฟกทอรี เพราะโรงงานขนาด 1 MWh ต่อปี ผลิตแบตเตอรี่ให้รถยนต์ไฟฟ้าได้เพียงราว 20 คันต่อปีเท่านั้น หากคิดที่ 50 kWh ต่อคัน การเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังจึงต้องไปให้ถึงระดับ GWh โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมราว 1,000 ล้านริงกิตภายในปี 2041 และสร้างงานสีเขียวราว 10,000 ตำแหน่ง

💡 สรุปภาพรวมจากการบรรยายของ Dr. Rezal คือ การพัฒนาเซลล์ที่มีสมรรถนะดีในห้องทดลองเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายที่แท้จริงคือการขยายกำลังผลิตให้ได้คุณภาพสม่ำเสมอ ต้นทุนแข่งขันได้ และมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง หัวใจของแนวทางมาเลเซียมี 4 ข้อ คือ ใช้กราฟีนเป็นตัวเสริมสมรรถนะแทนการใช้แทนวัสดุเดิมทั้งหมด เริ่มจากตลาดเฉพาะที่ยอมรับราคาสูงก่อนเข้าสู่ตลาดมวลชน พัฒนาเคมีแบตเตอรี่หลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ และสร้างความร่วมมือระดับอาเซียน เพราะไม่มีประเทศใดมีวัตถุดิบ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดครบในประเทศเดียว

จบไปแล้วกับบทความในตอนที่ 4 ทางสมาคม TESTA หวังว่าบทความที่คัดเลือกมาจะช่วยให้ทุกท่านจะได้ความรู้ มุมมองเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญในวงการแบตเตอรี่ในประเทศอาเซียน เกี่ยวกับการลงทุน การบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดโรงงานแบตเตอรี่ขึ้น รวมถึงผู้ใช้แบตเตอรี่ก็สามารถเข้าใจในกระบวนการว่าจะมาเป็นแบตเตอรี่ได้ สำหรับบทความในตอนต่อไปจะพาท่านไปรับชมการเสวนาของผู้เชี่ยวชาญในด้านแบตเตอรี่ในรูปแบบ Panel discussion ในหัวข้อ Attaining Economies of Scale for ASEAN: What Are the Challenges and Opportunities สามารถติดตามได้ในช่องทางของสมาคม TESTA

#TESTA #abtc2026 #NanoMalaysia #Graphene #BatteryManufacturing #SodiumIon #AluminiumIon #FlowBattery #ASEAN #EnergyStorage